• เสาร์. เม.ย. 13th, 2024

NRF ปฏิรูปห่วงโซ่อาหาร เดินหน้า carbon negative ปี 2050

ByJuan Sanchez

พ.ย. 12, 2022 #อาหาร
NRF ปฏิรูปห่วงโซ่อาหาร เดินหน้า carbon negative ปี 2050

NRF เดินหน้าสู่ Global clean food tech company หรือ บริษัทเทคโนโลยีอาหาร พลังงานสะอาด ปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งเป้าปล่อยคาร์บอนเป็นลบ (Carbon Negative) ในปี 2050

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ และ “อุตสาหกรรมอาหาร” ก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 1 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก หากในปี 2026 หากทางสหภาพยุโรป มีการบังคับใช้ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอาหาร หรือมาตรการทางภาษีอื่น ๆ อาจเกิดภาษีสินค้าขาเข้ามากถึง 40%ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถควบคุมความร้อนของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศา เซลเซียส ได้จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากการที่สิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศที่คาดเดาไม่ได้รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ทำให้กระบวนการผลิตวัตถุดิบ โดยเฉพาะการเกษตรมีต้นทุนที่สูงขึ้น คุณภาพต่ำปริมาณต่อการผลิตน้อยลง สวนทางกับความต้องการของตลาดและประชากรที่มากขึ้นในทุกๆ วันNRF ปฏิรูปห่วงโซ่อาหาร เดินหน้า carbon negative ปี 2050อุตสาหกรรมอาหาร กับปัญหาโลกร้อนด้วยความเชื่อที่ว่า เราสามารถต่อกรกับสภาวะโลกร้อนได้ โดยใช้ระบบอาหาร Plant-based เป็นเครื่องมือ เพราะอาหารที่ผลิตจากพืชปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 1 ใน 10 ของอาหารที่ผลิตจากเนื้อสัตว์ แนวความคิดนี้ เป็นที่มาให้ “แดน ปฐมวาณิชย์” CEO บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกที่โดดเด่นของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT เครือข่ายท้องถิ่นของโครงการสำคัญของสหประชาชาติ ได้ประกาศเป้าหมายที่เดินหน้า NRF ให้เป็น Clean Food Tech Company และไปให้ถึงจุดที่ปล่อยคาร์บอนเป็นลบ (Carbon Negative) สะท้อนความมุ่งมั่นที่ต้องการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจนแดน อธิบายว่า อุตสาหกรรมอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 1 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก และปล่อยก๊าซมีเทนเกือบครึ่งหนึ่งต่อปี (ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก) อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก มีมูลค่าราว 7-8 ล้านล้านเหรียญ มีเกษตรกรที่ทำงานในอุตสาหกรรมอาหารราว 1.8 พันล้านคน ขณะเดียวกัน ปัญหาโลกร้อนยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 1.5-2 องศาสำหรับเกษตรกร ทุก 1 องศาที่ร้อนขึ้น ทำให้ความชื้นเพิ่มขึ้น 7-8% แสดงว่าหากโลกร้อนขึ้น 2 องศา จะมีความชื้นเพิ่มขึ้นราว 16% ความชื้นประเทศไทยอยู่ระหว่าง 70-80% และในฤดูที่ความชื้นสูง หากบวกเพิ่มเข้าไปอีก 16% ถือว่าความชื้นกว่า 96% ช่วงนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เกษตรกรจะทำนา เหมือนทำงานในซาวน์น่า “อีกหนึ่งปัญหา คือ พื้นที่ที่สามารถปลูกการเกษตรได้ ไม่เพียงพอต่อโลกที่มีประชากรกว่า 10,000 ล้านคน ภายใน 2050 ทั้งหมดนี้หากนำมาประกอบกัน อุตสาหกรรมอาหารมีวิกฤติที่เกิดขึ้นแน่นอน ประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม หากไม่เตรียมตัววันนี้จะปรับตัวยาก ยกตัวอย่าง เกษตรกรนาข้าว ปกติมี 3 ฤดู แต่หากขาดไป 1 ฤดู จะปลูกอะไรก็ไม่ได้ ดังนั้น ต้องมีมาตรการตรงนี้ แต่ภายใต้วิกฤติ ก็ยังมีโอกาส สำหรับประเทศที่เตรียมตัว และอีกเรื่องสำคัญ คือ การบังคับใช้ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) การเก็บภาษีบนสินค้าที่นำเข้ายุโรป ซึ่งเรื่องของอาหารภาคการเกษตรกำลังมีการพูดคุยกันอยู่”

NRF ปฏิรูปห่วงโซ่อาหาร เดินหน้า carbon negative ปี 2050

NRF ปฏิรูปห่วงโซ่อาหาร เดินหน้า carbon negative ปี 2050บริษัทเทคโนโลยีอาหาร พลังงานสะอาดNRF ได้กำหนดวิสัยทัศน์และการดำเนินงานในด้านสิ่งแวดล้อมมานาน ไม่ว่าจะเป็นการลดโลกร้อน รวมถึง Net zero และเป็นโรงงานอาหารเดียวในประเทศไทยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) 3 ปีซ้อน และเป้าหมายในปีนี้ คือ การปฏิรูปสู่บริษัท Global clean food tech company หรือบริษัทเทคโนโลยีอาหาร พลังงานสะอาด โดยให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้

คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดห่วงโซอุปทานใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อลดคาร์บอนมากกว่าที่จะปล่อยมันออกมา และกำจัดคาร์บอนไปอย่างถาวร or negative emissions (คาร์บอนติดลบ)ผลิตอาหารที่คุ้มค่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ (อาหารจากพืช)ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการทำบรรจุภัณฑ์และการตลาด ขายผลิตภัณฑ์ผ่านอีคอมเมิร์ซ ให้กับลูกค้าในแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม“3 กลยุทธ์หลัก คือ ทำอย่างไรให้ภาคการเกษตรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะคาร์บอนไดออกไซด์หรือมีเทน โดยวิธีการที่ดีที่สุด คือ 1. การลดคาร์บอนจากการเผาสินค้าการเกษตร แปรรูปเป็นปฏิกรชีวมวล (Biomass) ใช้พลังงานหมุนเวียนจากกระบวนการเผา ไม่ปล่อยมลภาวะ คาร์บอนชีวภาพสามารถขายและใช้ในห่วงโซ่คุณค่า NRF ได้2. ทำอย่างไรให้ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือการต่อสู้โลกร้อน โดยมีการพูดคุยกับหน่วยงานในประเทศไทย ในการปลูกป่าชายเลน รวมถึงโครงการในอาเซียน และ 3. เทคโนโลยี ที่จะทำให้ภาคเอกชนหรือภาครัฐต่อสู้กับโลกร้อนได้” แดนกล่าวล่าสุด NRF ได้ลงทุนกับบริษัท Frontline BioEnergy ในสหรัฐ ซึ่งมีนวัตกรรมในการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ กิ่งไม้ ซังข้าวโพด ฯลฯ แปรรูปออกมาเป็นพลังงานชีวมวล (Biomass) และพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน เชื้อเพลิงเครื่องบิน สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเป้าของ NRF ในปีนี้ คือ การสร้างโรงงานกำจัดคาร์บอนในสหรัฐ 1 แห่ง และในประเทศไทย 1 แห่ง และหากเป็นไปได้ หวังว่าปีนี้จะเซ็นสัญญาสัมปทานปลูกป่าในไทยหรือต่างประเทศด้วย

แนะนำข่าวอาหาร อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : ราคาข้าวสาลีและข้าวโพดพุ่งหลังรัสเซียยกเลิกข้อตกลงธัญพืช